วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การแสดง

   การแสดง เป็นส่วนสำคัญที่สุดของละคร ละครที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วย บทละคร (play script) และการแสดง (play)
                การแสดง หมายถึง การนำบทละคร หรือเรื่องราวที่มีอยู่ มาจัดเสนอในรูปแบบการแสดง ณ สถานแห่งใดแห่งหนึ่ง

 

                หัวใจของการจัดการแสดงละคร คือ นักแสดง (Actor)
                นักแสดง คือ ผู้ที่สวมบทบาทเป็น “ตัวละคร” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว และความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่ในบทละครมาสู่ผู้ชม นักแสดงถือว่ามีความใกล้ชิดผู้ชมมากที่สุด

   คุณสมบัติของนักแสดงที่ดี
1.ความจำ นักแสดงจะต้องเป็นผู้มีความจำดี เพราะนอกจากจะต้องสามารถจดจำบทบาทการแสดง และทุกสิ่งที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างแม่นยำแล้ว ยังต้องจดจำอารมณ์ ความรู้สึก ทุกสิ่งที่สังเกตเห็น ทุกสิ่งที่เคยได้ยิน เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการแสดง


2.ความพร้อมของร่างกาย และเสียง ความสามารถในการครบคุมกล้ามเนื้อทุกส่วนสัดให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามความต้องการของบทบาทอย่างคล่องแคล่ว ไม่ขัดเขิน สามารถใช้ และบังคับเสียงในการพูดหรือร้องเพลง รวมทั้งการหายใจที่ถูกต้อง และความสามารถในการใช้ภาษาพูดเป็นอย่างดี


3.ความพร้อมของอารมณ์ ความรู้สึก หมายถึง ความสามารถที่จะแสดงออก และถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครแต่ละตัวมาสู่ผู้ชมได้อย่างมีศิลปะ มีวินัย และการควบคุมอย่างเหมาะสม มิใช่เป็นการปล่อยอารมณ์ออกมาโดยขาดการบังคับควบคุมทำให้เกิดแสดงออกที่มากมายเกินขอบเขต


4.สมาธิ นักแสดงที่ดีควรมีสมาธิสูงมาก จนสามารถรวมความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ไปสู่จุดใดจุดหนึ่งตามความต้องการของบทบาทอย่างมีพลัง และจุดหมายที่แน่นอน


5.พรสวรรค์ หมายถึง คุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ที่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งทำให้นักแสดงผู้นั้น มีความสามารถทางด้านการแสดงเป็นพิเศษกว่าผู้อื่น การมีพรสวรรค์นับว่าเป็นข้อดี แต่จำเป็นต้องฝึกฝน เพื่อพัฒนาพรสวรรค์ที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น และสามารถนำมาใช้ตลอดไปได้ จึงจะนับได้ว่าเป็นนักแสดงที่มีความสมบูรณ์ทุกประการ

How To Film Director
เส้นทางสู่อาชีพผู้กำกับภาพยนตร์


          กว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจให้กับเราสักเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ผู้กำกับภาพยนตร์เป็นอหนึ่งอาชีพสำคัญ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนในการทำหนังให้ประสบความสำเร็จ  ผู้กำกับภาพยนตร์จะต้องศึกษาทำความเข้าใจบทภาพยนตร์อย่างละเอียด และดูแลควบคุมงานเกือบทุกอย่างในกองถ่าย เลือกทีมงาน เลือกนักแสดง สถานที่ถ่ายทำ  การดำเนินเรื่อง มุมกล้อง บทสนทนา ที่จะสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ในทุก ๆ แง่มุมที่เขาต้องการจะเผยแพร่ออกมา  โดยวิธีการกำกับของผู้กำกับแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งตรงจุดนี้เป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์ เพราะผลงานที่ได้จะมีความหลากหลาย เนื่องจากศิลปะการกำกับหนังไม่มีทฤษฏีที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความความคิดและการตีความของผู้กำกับ


 คุณสมบัติของผู้กำกับภาพยนตร์
1.มีแนวคิดสร้างสรรค์
2.กล้าแสดงออก   กล้าคิด   กล้าทำให้สิ่งที่ถูกต้อง
3.มีความมั่นใจในตัวเอง   มีบุคลิกภาพ   และมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
4.มีวิสัยทัศน์กว้างไกล   ติดตามข่าวสารทุกด้าน
5.มีทักษะในการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
6.มีคุณธรรม   จริยธรรม


อยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ต้องเรียนอะไร

เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เลือกศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ทั้งภาครัฐและเอกชน ในคณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์  ผู้ที่เลือกเข้าศึกษาสาขาภาพยนตร์สามารถทำงานในสายงานภาพยนตร์ได้ตามทักษะ ความชำนาญ เช่น ผู้กำกับภาพยนตร์, ผู้กำกับศิลป์ , ถ่ายภาพ ตัดต่อ เทคนิคพิเศษด้านต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ผู้อำนวยการสร้าง ผู้ประสานงาน และนักเขียนนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ฯลฯ


ถ่ายหนังสั้นควรมีอุปกรณ์อะไรบ้าง??

อุปกรณ์ที่สำคัญ แค่มี
- กล้อง ดิจิดอล ความละเอียดสูง หรือสมาร์ทโฟนก็ได้
แค่นี้ก็สามารถทำหนังสั้นได้ง่าย แต่ถ้ามีงบมากพอก็สามารถซื้ออุปกรณือื่นได้อีก

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
 -ถ้าทำหนังสั้น มีsmart phone ซัก2เครื่อง ทีมงาน3คน voice recorder1ตัว แค่นี้ก็ทำหนังได้แล้วครับ
มือถือเดียวนี้ถ่าย4k ยังได้ (dslrยังทำไม่ได้เลย) ลอง youtube ดูนะครับ หนังสั้นที่ใช้มือถือถ่ายมีเยอะมากแล้วออกมาดีด้วยหรือถ้ามีdslrแล้วก็ต้องดูว่ามีเลนอะไร แล้วใช้คู่กับมือถือก็+wireless mic(ถูกๆก็ตัวล่ะ4*5000บาท)


เดียวนี้วงการทีวีก็มีทีม(ใช้คำว่าก็มีนะครับ) ที่ใช้ dslr ถ่ายรายการหรือถ่ายละครกันแล้วครับ obมันเก่ามากแล้วช้าทั้งset upและถ่ายทำ ผมถ่ายรายการลงช่องฟรีทีวี ยังใช้แค่dslr 2ตัว+มือถือไว้เก็บเบื่องหลังมาลงกับทำ voice over ยังทำกันได้ไม่มีปัญหาเลยครับ




-- กล้อง ดิจิดอล ความละเอียด 1920 X 1080 = ราคาราวๆ 15.000 - (DVD ความละเอียด 720 X 576 ) จะทำหนังแผ่นขายก็ได้ พวกสื่อการสอน ตอนเสิร์ต หมอลำ ลิเก
- ไฟ 4 ชุด = ราคาราวๆ 10.000 -
- ที่เหลือ ปลีกย่อย
หากทำกราฟฟิคCG ก็ต้องมีผ้าสกรีน มาถึงตรงนี้ก็ทำหนังสั้นแบบมีกราฟฟิคCG ได้สะบาย
- ทีมงาน ประมาณ 4 คน 1กล้อง -2ไฟ 3ผู้ช่วยกล้องผู้ช่วยกำกับ

มาตรฐานระบบเสียง

1. MONO

ระบบเสียง Mono คือระบบเสียงที่มีช่องทางเสียง (channel) เพียงช่องเดียวเท่านั้น สำหรับการฟังระบบเสียง Mono จะใช้ลำโพงเพียงตัวเดียว (หรือจะมีมากกว่า 1 ตัว แต่ทุกตัว จะให้เสียงอันเดียวกันทั้งหมด)

 
2. STEREO

ระบบเสียง Stereo เป็นระบบเสียงที่ประกอบด้วยช่องทางเสียง 2 ช่อง สำหรับการฟัง จะต้องใช้ลำโพง 2 ตัว แต่ละตัว จะให้เสียงในแต่ละช่องทาง ระบบเสียง Stereo นี้ จุดฟัง ควรจะอยู่กึ่งกลางระหว่างลำโพง 2 ตัว เพื่อให้ได้มิติของเสียง หากอยู่ใกล้ลำโพงตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป ความดังของลำโพง จะทำให้มิติของเสียงจากลำโพงอีกตัว หายไป สำหรับระบบ Stereo ในโรงหนัง จะประกอบด้วยช่องทางเสียง 3-4 ช่อง โดยมี 2 ช่อง เป็นสัญญาณเสียงซ้ายขวา และมีสัญญาณเสียง effect อยู่ด้านหลัง (surround) และมีสัญญาณเสียงบทพูด (dialogue) อยู่ด้านหน้า เพื่อดึงความสนใจ ให้อยู่บริเวณจอภาพ แต่สำหรับระบบ Stereo บนแผ่นเสียง หรือบนเทป จะมีแค่ 2 ช่องทาง เนื่องจากสื่อสามารถเก็บช่องทางเสียงได้แค่นั้น

3. QUADRAPHONIC STEREO

เป็นระบบเสียงที่ไม่ค่อยรู้จักกันนัก เป็นการ encode เสียง 4 ช่องทาง โดยเสียง 2 ช่องทางที่เพิ่มมาจากระบบ Stereo นั้น เป็นช่องทางเสียงสำหรับลำโพง 2 ตัว ที่จะวางไว้ด้านหลัง อย่างไรก็ตาม ระบบเสียง Quadraphonic นี้ ก็ไม่สามารถหามาตรฐานสำหรับการผลิตได้ ทำให้ไม่มีใครผลิตสื่อในระบบเสียงนี้ออกมา

4. DOLBY STEREO

ระบบเสียงนี้ เริ่มต้นในปี 1976 โดยพัฒนามาจากระบบ Stereo สำหรับโรงหนัง ทำให้สามารถ "เพิ่ม" ช่องทางเสียงได้อีก 2 ช่อง ร่วมเข้าไปกับช่องเสียง 2 ช่องเดิม (คือเป็นการรวมช่องเสียง Surround และ Dialogue เข้าไปไว้ในระบบ Stereo) ในการฟังระบบเสียงนี้ จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ในการถอดรหัสแยกเสียง ให้เป็น 4 ช่องทาง สิ่งที่พัฒนาขึ้นใน Dolby Stereo คือ การรวมสัญญาณเสียง 4 ช่องทาง ให้เหลือ 2 ช่องทาง และการพัฒนาระบบ encode/decode สัญญาณเสียง รวมไปถึง เทคนิคในการลดเสียงรบกวน (Noise Reduction)
5. DOLBY SURROUND  

ระบบเสียงนี้ เริ่มต้นในปี 1982 ในฐานะของระบบเสียง 3 ช่องทาง สำหรับการดูในบ้าน โดย 3 ช่องทางประกอบด้วย หน้าซ้าย (Front Left) หน้าขวา (Front Right) และ Surround แม้ว่าช่องเสียง Surround จะใช้ลำโพง 2 ตัวก็ตาม แต่สัญญาณเสียง Surround จะเป็นระบบ Mono ที่ความถี่ 100Hz-7,000Hz แทรกอยู่ในสัญญาณ FL และ FR การรับฟังระบบเสียง Dolby Surround จำเป็นต้องมีเครื่อง Three Channel Surround Processor โดยระบบเสียงนี้ จะมีเฉพาะในสื่อสำหรับเล่นตามบ้านเท่านั้น เช่น VHS

6. DOLBY SURROUND PRO-LOGIC 

ระบบนี้ คือระบบ Dolby Surround ที่เพิ่มเทคนิคที่เรียกว่า Pro-Logic เข้าไป ระบบนี้ ใช้กับเครื่อง Dolby Pro-Logic Decoder ทำให้สามารถแยกสัญญาณ analog 4 ช่องทาง ออกมาจากระบบ Dolby Stereo หรือ Dolby Surround ได้ นอกจากแยกช่องทางเสียงออกมาแล้ว เทคนิค Pro-Logic ยังได้เพิ่มความสามารถในการใส่ช่องเสียง Center และยังสามารถสร้างช่องทางเสียง Surround ให้กับเสียงต้นฉบับที่เป็น Stereo ธรรมดาได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สัญญาณเสียง จากช่อง surround ยังคงเป็นสัญญาณระบบ Mono ที่ความถี่ 100Hz-7,000Hz เท่านั้น

7. DOLBY DIGITAL (AC-3)

ระบบเสียงนี้ เริ่มต้นในปี 1992 เป็นระบบเสียง Digital สำหรับโรงหนัง โดยระบบเสียงนี้ จะประกอบด้วยสัญญาณเสียง digital ทั้งหมด 6 ช่องทางแยกขาดจากกัน มี 5 ช่องทางสำหรับลำโพง 5 ตัว และช่องที่ 6 สำหรับสัญญาณเสียงต่ำ เพื่อใช้กับ Sub-Woofer เราเรียกช่องทางเสียงนี้ว่า 5.1 Channel หรือ AC-3 (Audio Coding 3rd Generation) ข้อดีของระบบเสียงแบบ digital คือ จะใช้เนื้อที่ในการบันทึก น้อยกว่าระบบอื่น ๆ ทำให้สามารถเพิ่มช่องเสียงได้มากขึ้น (เช่น ช่องทาง Surround จากเดิมเป็นแค่ Mono 100Hz-7,000Hz สามารถทำเป็น Hi-Fi Stereo ได้ และมีช่อง LFE Low Frequency Effects ที่ความถี่ 20Hz-120Hz เพิ่มขึ้นมา)

8. DOLBY DIGITAL SURROUND-EX

ระบบเสียง ที่พัฒนามาจาก Dolby Digital 5.1 เป็นการพัฒนาร่วมกัน ระหว่าง Dolby Laboratories และ Lucas film เพิ่มช่องทางเสียง Surround โดยการทำ Matrixed Combination จากสัญญาณ Surround 2 ช่องทางเดิม ที่มีใน Dolby Digital 5.1 (หรือในทางปฏิบัติ ก็คือการนำเอาลำโพง surround-left และ surround-right มาวางตำแหน่งไว้ในด้านข้าง และเพิ่มลำโพง surround-back อีกตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ไว้ทางด้านหลัง) ระบบเสียงนี้ ทำให้การเคลื่อนตัวของเสียง จากด้านหน้า มาด้านข้าง และอ้อมหลังผู้ฟัง มีการต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ระบบเสียง Dolby Digital Surround-EX นี้ เมื่อเข้ามาเป็นระบบเสียงสำหรับฟังในบ้าน จะใช้ชื่อว่า THX Surround-EX และเนื่องจาก ระบบเสียง Dolby Digital Surround-EX นี้ ถอดสัญญาณ surround-back ที่ถูกฝังมาในสัญญาณ surround-left surround-right ในระบบเสียง Dolby Digital 5.1 ดังนั้น เครื่อง decoder ที่ไม่มีระบบ EX ก็จะเห็นระบบเสียงนี้ เป็น Dolby Digital 5.1 ธรรมดาเท่านั้น

9. DIGITAL THEATER SYSTEMS (DTS)  

ระบบเสียง DTS เริ่มเข้ามามีบทบาท เป็นระบบเสียงสำหรับโรงหนัง ในปี 1995 ประกอบด้วยสัญญาณเสียงแบบ digital 5.1ช่องทาง (เหมือน Dolby Digital) แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ การบีบอัดข้อมูลของสัญญาณ digital โดย Dolby Digital จะบีบอัดสัญญาณเสียงที่สัดส่วนคงที่ คือ 12:1 แต่ DTS จะใช้การบีบอัดแบบไม่คงตัว ในสัดส่วนตั้งแต่ 1:1 ถึง 40:1 ทำให้คงรายละเอียดของเสียง ในส่วนที่มีเสียงมาก ๆ ได้ดีกว่า และไปลดขนาด ในช่วงที่ไม่ค่อยมีเสียงประกอบอะไร ทำให้เสียงที่อกมา มีความสะอาดกว่าในระบบ Dolby Digital อย่างไรก็ตาม ระบบเสียง DTS นี้ ไม่ได้รับความนิยมสำหรับการรับฟังในบ้าน เนื่องจาก ในทางปฏิบัตินั้น ข้อมูล digital ของสัญญาณเสียง DTS จะใช้เนื้อที่มากกว่าของระบบ Dolby Digital ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บระบบเสียง analog รวมเข้าไปไว้ได้ (ในกรณีไม่มีเครื่อง DTS Decoder) แต่ปัญหานี้ก็มีเฉพาะใน Laserdisc เท่านั้น ไม่มีผลกับ DVD


10. SONY DYNAMIC DIGITAL SOUND (SDDS)

ระบบเสียง SDDS นี้ สามารถรับฟังได้ เฉพาะกับโรงหนังเท่านั้น เนื่องจากระบบเสียงสำหรับฟังตามบ้าน ถูกครองโดย Dolby Digital 5.1 และ DTS ไปหมดแล้ว ระบบเสียง SDDS นี้ ประกอบด้วยสัญญาณเสียง 8 ช่องเสียง (หรือ 7.1) โดยเน้นหนักที่ลำโพงชุดหน้า ในการสร้างมิติเสียง ตามที่ภาพปรากฏบนจอ สำหรับโรงหนังขนาดใหญ่ ประกอบด้วยช่องเสียง หน้า 5 ช่อง (Left, Center-Left, Center, Center-Right, Right) และหลัง 2 ช่อง (Surround-Left, Surround Right) กับอีก 1 ช่องเสียงสำหรับ Sub-Woofer


11. THX SOUND SYSTEM 

สำหรับ THX นี้ ไม่ใช่ระบบเสียง (หลาย ๆ คนเข้าใจผิด) ระบบ THX นี้ พัฒนาโดย Lucas film ย่อมาจาก Tomlinson Holman’s experiment ใช้เพื่อเป็นการกำหนดมาตรฐาน สำหรับอุปกรณ์การดูหนัง ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของระบบ THX เนื่องจาก เสียงที่ผู้ฟังรับฟังในโรงหนังต่าง ๆ กัน ที่ใช้อุปกรณ์โสตคนละชนิดกัน ทำให้เสียงที่ได้ออกมาแตกต่างกัน ซึ่งหากได้มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ ในแต่ละโรง จะทำให้ การรับชม/รับฟังภาพยนตร์ในแต่ละโรง มีความแตกต่างกันน้อยมาก และทำให้ผู้ฟัง ได้รับฟังเสียง ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมาที่สุด ตราบเท่าที่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ยังได้รับการยอมรับตามมาตรฐาน THX THX นี้ ไม่ใช่ระบบเสียง เหมือนอย่าง Dolby Digital หรือ DTS แต่ THX เป็นตัวกลาง ที่อยู่ทั้ง Dolby Digital และ DTS เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้ฟัง ได้รับฟังเสียงที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะฟังเสียงในระบบไหน สำหรับอุปกรณ์ที่จะได้รับการยอมรับ ตามมาตรฐาน THX นั้น ต้องผ่านการทดสอบ ตั้งแต่ชนิดของวัสดุที่ใช้ ชนิดของหม้อแปลง สัญญาณเสียงรบกวนภายใน ดังนั้น อุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน THX จะถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง


Sound System
ระบบเสียงมหัศจรรย์สรรค์สร้างความบันเทิงไร้ขีดจำกัด

"ระบบเสียง" คำๆ นี้หลายคนคงได้ยินกันอย่างคุ้นหู แล้วมีใครพอรู้มั่งว่าระบบเสียงที่เราเคยได้ สัมผัสนั้น
 มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ อุปกรณ์มัลติมีเดียต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็น ลำโพง (Speaker)
 หรือซาวนด์การ์ด (Sound Card) นั้นได้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จนมีบางคนถึงกับตามไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์พวกนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ ระบบเสียงที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เหล่านี้

 

ถ้าใครเคยอ่านบทความเกี่ยวกับอุปกรณ์ จำพวกมัลติมีเดีย ก็คงจะได้เห็นเขาเขียนเกี่ยวกับระบบเสียงโน้น ระบบเสียงนี้ เช่น ระบบเสียงแบบ THX, Dolby Digital, DTS ฯลฯ
 แล้วมีใครพอจะทราบไหมว่าระบบเสียงพวกนี้ มันมีการทำงานอย่างไร แล้วสามารถให้เสียงที่มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่จะสัมผัสพลังเสียงที่สุดยอดแบบนี้ได้อย่างเต็มที่ คุณจะต้องมีประสาทสัมผัสที่ดีสักนิดหนึ่งครับ พอที่จะแบ่งแยกระบบเสียงต่างๆ ได้ รับรองได้เลยว่าคุณจะได้สัมผัสระบบเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และสามารถสร้างความบันเทิงให้คุณได้เป็นอย่างดี


จริงๆ แล้วการแบ่งระบบเสียงนั้น ส่วนมาก ผู้พัฒนาระบบเสียงจะเป็นผู้ที่คิดค้นระบบเสียงออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เราเห็นระบบเสียงแปลกๆ ออกมาอยู่เรื่อย เช่น ระบบเสียงแบบ THX ที่เราคุ้นกันดี ระบบเสียงแบบ Dolby ที่สามารถแยกเป็นระบบเสียงย่อยๆ อีกหลายแบบ รวมทั้งระบบเสียงแบบ DTS ที่มีอยู่หลายแบบเหมือนกัน โดยระบบเสียงใหม่ๆ ที่ออก มานั้น ส่วนมากสามารถสนับสนุนระบบเสียงแบบ โฮมเธียเตอร์ได้ทั้งสิ้น



 นอกจากอุปกรณ์ที่ได้บอกมา ข้างต้นแล้ว เราสามารถที่จะเห็นป้ายโลโก้ระบบเสียง ต่างๆ ติดไว้บนอุปกรณ์จำพวกแผ่น DVD ต่างๆเช่น แผ่นภาพยนตร์ ทำให้ทราบว่าเขาได้นำระบบเสียงที่มีคุณภาพใส่ลงไปในแผ่น DVD นี้ด้วย แต่ก็อย่างว่าครับ การที่จะทำให้ระบบเสียงนี้มีความสมบูรณ์สูงสุด จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อื่นที่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน เช่น ลำโพง เป็นต้น







ตัวอย่างภาพยนตร์สั้น
‘Be Together’
 หนังสั้นแนวดราม่า สะท้อนปัญหาสังคม


 
นายธันวา สุริยจักร นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์สั้น เรื่อง Be Together กล่าวว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวดราม่า โดยตนตั้งใจทำขึ้นมาเพราะมีความสนใจเกี่ยวกับปัญหาของสังคมในปัจจุบัน
 เกี่ยวกับรักในวัยเรียนจนเกิดการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ส่งผลสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต



หนังสั้นเรื่องนี้มีชื่อว่า “Be Together” เพราะอยากจะให้แง่คิดและมุมมองต่างๆ แก่วัยรุ่นในยุคปัจจุบัน
 ว่าหากมีรักในวัยเรียนแล้วเกิดพลาดและตั้งครรภ์ก็จะส่งผลต่อการเรียนและอนาคตในวันข้างหน้า


ซึ่งในการถ่ายทำหนังสั้นเรื่องนี้มีรุ่นพี่ศิษย์เก่ามาช่วยดูด้วย อาทิ พี่ทิวา เมยไธสง รับหน้าที่เป็นตากล้อง
 ควบคุมเรื่องการถ่ายภาพและกำกับภาพ พี่ไพโรจน์ ประสานทอง รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ
 และทีมงานนักศึกษาภาพยนตร์ที่มาช่วยกันอีกหลายคน
 ส่วนนักแสดงนำในเรื่องคือ พล-พูลภัทร อัตถปัญญา นะโม-ทองเปาด์ ทองกำเนิด และ แนท-ณัฐชา นวลแจ่ม มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าว


วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตัวอย่างภาพยนตร์สั้น
postcard


นางสาวอภิญญา สกุลเจริญสุข หรือ สายป่าน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการภาพยนตร์และวิดีทัศน์
 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้เขียนบทภาพยนตร์และผู้กำกับภาพยนตร์สั้นเรื่อง 'โปสการ์ด' 



          ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น 1 ใน ผลงานปริญญานิพนธ์ 3 เรื่อง ปริญญานิพนธ์ของ สายป่าน อภิญญา
 ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ธันวา สุริยจักร ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับจังหวัดน่าน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว 
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์รัก ที่ใช้การสื่อสารผ่านโปสการ์ด มีนักแสดงนำชาย คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ รับบทเป็น นที และนักแสดงนำหญิง คือ น้ำตาล พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ รับบทเป็น เหนือ



เนื้อหาของภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เชื่อว่า พ่อเป็นเพียงผู้ชายคนเดียวที่มอบความรักบริสุทธิ์ให้เราได้ และไม่สามารถหาความรักแบบนี้จากใครได้อีก แต่แล้วเมื่อพ่อก็เสียชีวิต แม่จึงเลือกที่จะขายของสะสมของพ่อ เพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ประโยชน์ 


หนึ่งในของจำนวนนั้นคือ กล้องถ่ายภาพที่แม่ขายไป  ซึ่งผู้ที่ซื้อกล้องไปคือน้าบุ๋มบิ๋ม น้าของนที ที่ซื้อเพื่อให้ในวันเกิดของนที ซึ่งเมื่อเหนือรู้ว่ากล้องถ่ายภาพอยู่ที่นที จึงพยายามที่จะติดต่อสื่อสาร โดยการส่งภาพที่เคยถูกถ่ายด้วยกล้องตัวนั้น ส่วนนทีก็ส่งภาพที่เพิ่งถ่ายด้วยกล้องตัวนั้นกลับไปให้เหนือ เป็นการสื่อสารผ่านภาพถ่ายที่เป็นโปสการ์ด กับข้อความที่เขียนบรรยายหลังภาพ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างคนสองคน



ในเรื่องสถานที่ในการถ่ายทำ นางสาวอภิญญา กล่าวว่า ใช้สถานที่ถ่ายทำที่จังหวัดน่าน และ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ระยะเวลาในการถ่ายทำ 5 วัน ใช้เวลาในการเตรียมงานทั้งหมด กว่า 3 เดือน ซึ่งถือว่าการทำงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่มีอุปสรรคทุกๆคนทั้งเพื่อนๆ น้องๆ ร่วมงานกันดีมาก เพราะส่วนหนึ่งเลือกเข้ามาร่วมงานด้วย อีกส่วนหนึ่งเป็นความสมัครใจที่อยากจะมาร่วมงาน ซึ่งเป็นการร่วมมือที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาการภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ที่เรามีอะไรก็ช่วยเหลือกัน


"จังหวัดน่าน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ
 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ การแต่งกาย แม่น้ำ การล่องเรือ
 ซึ่งเราต้องจับหลักให้ได้ว่าจะเล่าอะไร และเจาะลึกลงไปในนั้น" สายป่าน กล่าว
นางสาวอภิญญา กล่าวในตอนท้ายว่า อาจเป็นเพราะเปิดโอกาสให้รุ่นพี่รุ่นน้อง
 ของสาขาวิชาการภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ได้ทำงานร่วมกัน ทำให้บรรยากาศในการทำงานอบอุ่น
 จากที่ไม่ค่อยสนิทกันก็ทำให้สนิทกันมากขึ้น ได้เห็นถึงความตั้งใจ และน้ำใจของทุกคน ที่ได้มาช่วยกัน
 ถือเป็นกิจกรรมที่ได้ทำงานร่วมกัน